ดีเซลในปั้มน้ำมันไทยมีหลายเกรดให้เลือก ตัวเลข B7 B10 B20 บอกสัดส่วนไบโอดีเซลที่ผสมอยู่ เช่น B7 มีไบโอดีเซล 7% ผสมดีเซล 93% หลายคนเห็นตัวเลขแล้วสับสน ไม่รู้ว่าควรเลือกแบบไหน วันนี้มาไขข้อข้องใจกัน
ไบโอดีเซลคืออะไร ทำไมต้องผสม
ไบโอดีเซลผลิตจากน้ำมันพืช เช่น น้ำมันปาล์ม ที่ผ่านกระบวนการทางเคมี รัฐบาลกำหนดให้ผสมในดีเซลเพื่อลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ สร้างรายได้ให้เกษตรกร และลดมลพิษ ยิ่งตัวเลข B สูง ยิ่งมีไบโอดีเซลมาก
B7 มาตรฐานทั่วไป
B7 เป็นดีเซลมาตรฐานที่ใช้ได้กับรถดีเซลทุกรุ่นทุกยี่ห้อ ไม่ว่ารถจะเก่าหรือใหม่ เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคน ราคาอยู่ในระดับกลาง ให้สมรรถนะใกล้เคียงกับดีเซลแท้ เหมาะกับคนที่ไม่อยากเสี่ยงหรือไม่แน่ใจว่ารถรองรับเกรดอื่นหรือไม่
B10 ราคาถูกกว่าเล็กน้อย
B10 มีไบโอดีเซลผสม 10% ราคาถูกกว่า B7 ประมาณ 1-2 บาทต่อลิตร รถดีเซลรุ่นใหม่ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมาส่วนใหญ่รองรับ B10 ได้ แต่ควรเช็คกับศูนย์บริการหรือดูสติกเกอร์ที่ฝาถังน้ำมันก่อน ถ้ารถรองรับ เติม B10 ก็ประหยัดกว่าโดยไม่กระทบสมรรถนะ
B20 สำหรับรถที่รองรับเท่านั้น
B20 มีไบโอดีเซลสูงถึง 20% ราคาถูกสุดในกลุ่มดีเซล แต่ใช้ได้เฉพาะรถบรรทุกขนาดใหญ่และรถที่ผู้ผลิตรับรองเท่านั้น ไม่แนะนำสำหรับรถเก๋งดีเซลทั่วไป เพราะไบโอดีเซลสัดส่วนสูงอาจทำให้ท่อทางเชื้อเพลิงและซีลยางเสื่อมเร็ว รวมถึงอาจเกิดปัญหาหัวฉีดตันได้
ดีเซลพรีเมียม คุ้มไหม
ดีเซลพรีเมียมมีสารเติมแต่งพิเศษ (Additive) ช่วยทำความสะอาดหัวฉีด ลดการสึกหรอ และป้องกันการเกิดคราบเขม่า ราคาแพงกว่า B7 ประมาณ 5-8 บาทต่อลิตร เหมาะกับรถที่วิ่งระยะไกลเป็นประจำ รถที่เน้นสมรรถนะ หรือรถที่ต้องการดูแลเครื่องยนต์เป็นพิเศษ แต่สำหรับการใช้งานทั่วไปในเมือง B7 หรือ B10 ก็เพียงพอแล้ว
ปัญหาไบโอดีเซลกับสภาพอากาศ
ไบโอดีเซลมีจุดอ่อนคือเมื่ออุณหภูมิต่ำ (ต่ำกว่า 10°C) อาจเกิดการแข็งตัวเป็นเจล ทำให้น้ำมันไหลไม่สะดวก แต่สำหรับประเทศไทยที่อากาศร้อนตลอดปี ปัญหานี้แทบไม่เกิดขึ้น ยกเว้นช่วงหน้าหนาวในภาคเหนือที่อุณหภูมิลดต่ำมาก
สรุปเรื่องดีเซลแต่ละเกรด
สำหรับรถดีเซลทั่วไป B7 ปลอดภัยสุดและใช้ได้กับทุกรุ่น B10 ประหยัดกว่าเล็กน้อยสำหรับรถรุ่นใหม่ B20 เหมาะกับรถบรรทุกเท่านั้น ดีเซลพรีเมียมเหมาะกับคนที่อยากดูแลเครื่องยนต์เป็นพิเศษ เลือกให้ตรงกับรถ แล้วจะได้ทั้งความประหยัดและความยั่งยืนของเครื่องยนต์



