ใครที่เติมน้ำมันเป็นประจำก็คงสังเกตว่าราคาน้ำมันวันนี้กับเมื่อวานไม่เท่ากัน บางทีขึ้น 50 สตางค์ บางทีลง 30 สตางค์ แล้วอะไรเป็นตัวกำหนดราคาพวกนี้
ราคาน้ำมันดิบโลกเป็นตัวชี้ขาด
ปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดคือราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยเฉพาะ Brent และ WTI ซึ่งขึ้นอยู่กับอุปสงค์-อุปทานของน้ำมันทั่วโลก ถ้ากลุ่ม OPEC ลดกำลังผลิต ราคาก็พุ่ง ถ้าเศรษฐกิจโลกชะลอตัวความต้องการลด ราคาก็ตก
ค่าเงินบาทมีผลด้วย
ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ จ่ายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ถ้าเงินบาทอ่อนค่า ต้นทุนนำเข้าก็แพงขึ้น แม้ราคาน้ำมันดิบโลกไม่ขยับ ราคาหน้าปั้มก็อาจปรับขึ้นได้
ภาษีและกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ราคาน้ำมันหน้าปั้มประกอบด้วยหลายส่วน ได้แก่ ราคาหน้าโรงกลั่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมัน เงินส่งเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน และภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อรวมกันแล้วภาษีคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของราคาขาย
สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์
สงคราม ความขัดแย้ง หรือมาตรการคว่ำบาตรที่เกิดขึ้นในประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ล้วนส่งผลกระทบต่อราคาทันที ตัวอย่างที่เห็นชัดคือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ตึงเครียด ราคาก็พุ่งเสมอ
ฤดูกาลส่งผลต่อราคาด้วย
ช่วงฤดูร้อนในอเมริกาเหนือ ความต้องการน้ำมันเบนซินจะเพิ่มขึ้นเพราะคนเดินทางท่องเที่ยวมาก ราคาก็มักจะปรับขึ้นตาม ในทางกลับกัน ช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวความต้องการใช้น้ำมันก็ลดลง
พอเข้าใจก็พอคาดเดาได้
ราคาน้ำมันไม่ได้ขึ้นลงตามอำเภอใจ ทุกการเปลี่ยนแปลงมีที่มาที่ไปทั้งนั้น ทั้งน้ำมันดิบโลก ค่าเงิน ภาษี กองทุน สถานการณ์โลก แม้จะทำนายไม่ได้ 100% แต่ถ้าติดตามปัจจัยเหล่านี้บ้าง อย่างน้อยก็รู้ว่าทำไมวันนี้ราคาถึงเป็นแบบนี้



