หลายคนเห็นราคาน้ำมันหน้าปั้มแล้วสงสัยว่าทำไมแพงขนาดนี้ ทั้งที่ราคาน้ำมันดิบอาจไม่ได้แพงมาก คำตอบอยู่ที่โครงสร้างราคาน้ำมันที่ประกอบด้วยภาษีและค่าธรรมเนียมหลายตัว มาดูกันว่าราคาน้ำมัน 1 ลิตรที่เราเติม เงินไปไหนบ้าง
โครงสร้างราคาน้ำมัน
ราคาน้ำมัน 1 ลิตรที่เราจ่ายประกอบด้วยหลายส่วน คือ ราคาหน้าโรงกลั่น (ราคา Ex-Refinery) + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีเทศบาล (10% ของสรรพสามิต) + เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมัน + เงินส่งเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน + ค่าการตลาด + ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% สำหรับแก๊สโซฮอล์ 95 ราคาน้ำมันดิบคิดเป็นประมาณ 50-55% ของราคาหน้าปั้ม ภาษีทั้งหมดคิดเป็นเกือบ 35-40%
ภาษีสรรพสามิต ตัวการหลัก
ภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีที่เก็บจากน้ำมันโดยตรง เก็บตามปริมาณ (บาท/ลิตร) อัตราภาษีสรรพสามิตเบนซินอยู่ที่ประมาณ 6-7 บาท/ลิตร แต่ดีเซลถูกเก็บภาษีต่ำกว่ามากคืออยู่ที่ประมาณ 1-5 บาท/ลิตร (ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐ) นี่คือเหตุผลหลักที่ดีเซลราคาถูกกว่าเบนซิน
กองทุนน้ำมัน เก็บก่อนจ่ายทีหลัง
เงินที่ส่งเข้ากองทุนน้ำมันจะเก็บไม่เท่ากันในแต่ละชนิดน้ำมัน เบนซินจะถูกเก็บเพื่อไปอุดหนุนดีเซล ส่วนดีเซลมักจะได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุน ทำให้ราคาดีเซลหน้าปั้มถูกกว่าที่ควรจะเป็น
ทำไมดีเซลถูกกว่าเบนซิน
เพราะสาเหตุหลัก 3 ข้อ คือ ภาษีสรรพสามิตดีเซลต่ำกว่ามาก กองทุนน้ำมันอุดหนุนดีเซล และนโยบายรัฐที่ต้องการช่วยเหลือภาคขนส่งและเกษตรกร เพราะดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักของรถบรรทุก เรือประมง และเครื่องจักรเกษตร ถ้าดีเซลแพง สินค้าทุกอย่างก็จะแพงขึ้นตาม
ค่าการตลาด ปั้มได้กำไรเท่าไหร่
ค่าการตลาดคือส่วนที่ปั้มน้ำมันได้รับเป็นกำไร อยู่ที่ประมาณ 1.50-2.50 บาท/ลิตร ซึ่งต้องนำไปจ่ายค่าเช่าที่ ค่าพนักงาน ค่าไฟ ค่าบำรุงรักษา กำไรจริงๆ ของปั้มน้ำมันค่อนข้างน้อย
การปรับลดภาษีส่งผลอย่างไร
เมื่อรัฐบาลประกาศลดภาษีสรรพสามิตดีเซล (เช่น ช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2565) ราคาหน้าปั้มจะลดลงทันทีตามจำนวนภาษีที่ลด แต่รัฐก็สูญเสียรายได้เช่นกัน จึงไม่สามารถลดภาษีได้ตลอดไป
สรุปเรื่องภาษีน้ำมัน
ภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ คิดเป็นเกือบ 35-40% ของราคาน้ำมัน การปรับลดภาษีของรัฐจึงส่งผลต่อราคาหน้าปั้มโดยตรง ทำความเข้าใจโครงสร้างราคาน้ำมันจะช่วยให้เราเข้าใจว่าทำไมน้ำมันถึงราคาเท่านี้ และทำไมดีเซลถึงถูกกว่าเบนซิน


